Rihanna - Loud
 
รีวิวเฉพาะกิจกับอัลบั้มใหม่ล่าสุดของสาวผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของอุตสาหกรรมดนตรียุคนี้คงหนีไม่พ้น แม่สาวสุดเปรี้ยงจากเกาะบาเบโดส Rihanna กับอัลบั้ม Loud กับการขนโปรดิวเซอร์ ฮิปฮอป อาร์แอนด์บีมามากมาย อาทิ StarGate, The Runners , Alex da Kid เธอกลับมาคราวนี้เพื่อตอกย้ำความดังของเธอหลังจากความสำเร็จไปมากมายจาก Good Girl Gone Bad และ Rated R แต่เธอไม่หยุดเพียงเท่านี้ ยังคงออกผลงานถี่ๆ มาให้เราได้ฟังกันโดยที่ไม่กลัวผู้คนเบื่อกันเลยทีเดียว เลยต้องบอกเลยว่าอัลบั้มนี้ ถ้าเธอ ไม่สวย ไม่เริ่ด ทำไมได้นะย่ะ
 
rihanna - singles
 
Only Girl (In the World) ซิงเกิ้ลแรก อิเรคโทรป็อป เจือ ยูโรป็อป กับเฮ้าส์ บีทชวนขยับ ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าซิงเกิ้ลนี้เป็นซิงเกิ้ลฉวยโอกาส หลังจากที่คนฮือฮากับ Who's That Chick ที่ทำกับ David Guetta ซึ่งหลายคนคงพูดเหมือนกันว่า เธอพยายามฉีกภาพลักษณ์จากอัลบั้ม Rated R ทิ้ง เพราะต้องการกลับมาทำ  อาร์แอนด์บี อิเรคโทรป็อป สนุกๆ เปรียบเสมือนกับว่า อัลบั้ม Rated R เป็นอัลบั้มตามใจฉันที่ต้องการจะทำเพลงตามอารมณ์ตัวเองและบ่งบอกตัวตนของตัวเองให้ชัดเจน  
What's My Name feat. Drake ซิงเกิ้ลที่สองกับ อิเรคโทรป็อป จังหวะเนิบนาบกับกลิ่นอาย สกา ที่น่าจะติดมาจากอัลบั้มที่แล้ว ตัวเพลงสามารถตอบโจทย์ตลาดได้เป็นอย่างดีกับ จังหวะอาร์แอนด์บีเนิบๆ ชวนติดตาม แต่ขัดความน่าเบื่อด้วย บีทแบบสกา และ ท่อนที่ร้องว่า Oh na na ซึ่งเธอคงจะพยายามทำให้เป็น signature ของตัวเองเพื่อความติดหู แถมยังได้หนุ่มสุดฮ็อต ณ ตอนนี้อย่าง Drake มาสร้างสีสันด้วย เลยไม่แปลกใจเลยที่เพลงนี้สามารถสอยอันดับ 1 BB Hot 100 มาได้อย่างง่ายดาย
 
rihanna - only girl in the world
ภาำพจากมิวสิควีดีโอ Only Girl (In the World)
 
S&M แทร็คแรกในอัลบั้มที่กำลังแพลนที่จะปล่อยเป็นซิงเกิ้ลที่สาม กับอิเรคโทรคลับเฮ้าส์บีทสนุกๆ จากการร่วมงานกับนักแต่งเพลงชื่อดังที่มาร้อง คอรัสให้ด้วยอย่าง Ester Dean และ โปรดิวเซอร์ฮิปฮอป อย่าง StarGate แต่ไม่รู้ว่าคุณเธอติดใจกับการไปร่วมงานกับ David Guetta หรืออย่างไร เพลงนี้เลยโขลก Sexy Bitch ออกมาแบบเป็นภาคต่อกันเลยทีเดียว
 Cheers (Drink To That) อาร์แอนด์บีผสมเรกเก้เบาๆ กับการเล่นสนุกแทรกเสียงร้องของ Avril Lavigne จากเพลง I'm With You เข้ามาด้วย คิดว่าน่าจะเป็นความคิดสนุกของ สาวๆกัน ตัวเพลงค่อนข้างเดินบีทได้อืดอาด ไปหน่อยแต่ก็เป็นการต่ออารมณ์จาก What's My Name ก่อนที่จะเข้าเพลง Fading เพลงนี้แซมเปิ้ลเพลง One by One ของ Enya เลยทำให้กลายเป็นอาร์แอนด์บีที่เอาเครื่องสายไปผสมโรง เพื่อทำให้เมโลดี้ออกมาหวานๆ เดินบีทกระชับ กัีบท่อนฮุคจำง่ายๆ น่าจะฮิตได้ไม่ยากกับเพลงนี้ (ฟังท่อนฮุคแล้วนึกถึง Eh, Eh (Nothing Else I Can Say)) California King Bed อคูสติคเหงาๆ หนึ่งเดียวในอัลบั้ม กับการสกิดอารมณ์เหงาสุดขั้วหัวใจ ด้วยกีต้าร์อคูสติค ก่อนที่จะค่อยๆ หยอดเครื่องดนตรีเข้าไปเรื่อยๆ และพีคอารมณ์สุดท้ายกับท่อนฮุค ที่มีความเป็น ร็อค (คาดว่าคงจะัยังสนุกจากอัลบั้มที่แล้ว) โดยรวมแล้วเพลงนี้น่าจะเป็น Adult Contemporary ที่ฮิตได้ไม่อยาก เพราะเสียงอคูสติคกีต้าร์ให้อารมณ์เหงาได้ดีเฉกเช่นเดียวกับ Big Girls Don't Cry ที่เฟอร์กี้สามารถพาไปฮิตได้ง่ายๆ ริฮานน่าเองก็น่าจะทำได้ แต่คาดว่า แค่เนื้่อเพลงเองก็น่าจะโดนใจคนที่ตอนนี้ชีวิตคู่กำลังดูเหมือนห่างเหินกันออกไป Man Down อาร์แอนด์บี เรกเก้ สนุกๆ (อินโทรตอนแรก ฟังแล้วนึกถึง Bottoms Up แบบบอกไม่ถูก) ตัวเพลงเองก็ค่อนข้างยืนตัวเป็นเอกเทศ จากเพลงอื่นๆในอัลบั้มเฉกเช่นเดียวกับ Rude Boy จากอัลบั้มที่แล้ว เคียงคู่กับ Raining Men (Feat. Nicki Minaj) ที่มาต่ออารมณ์ให้ขยับ กันชิลๆ ให้อารมณ์สาวชาวเกาะอย่างเธอจริงๆ แถมยังมี แรพเปอร์สาวสุดจี๊ดอย่าง Nicki Minaj มาสร้างความสนุกสนานให้เพลงนี้อีกด้วย Complicated อาร์แอนด์บีเนิบนาบได้สยายปีกเป็น อิเรคโทรคลับเฮ้าท์ เจือเทคโน กับเสียงสังเคาะห์ ที่กระจัดกระจายไปทั้งเพลง ที่เน้น บีทหนักๆ กับเสียงโหวกเหวก ครวญครางของ ริฮานน่า Skin อาร์แอนด์บีเนิบนาบที่ใกล้จะปิดอัลบั้มนี้แล้ว กับดนตรีชวนเล่นเสียว (และเนื้อเพลงชวนเสียว) ไม่แน่ใจว่าเพราะเพลงนี้หรือไม่เลยทำให้อัลบั้มนี้โดนป้ายParental Advisory และเราก็เดินทางมาถึงเพลงสุดท้ายกับ เพลงที่ดังเปรี้ยงปร้างไปทั่วโลก และดังมากในไทยอย่าง Love the Way You Lie แต่ๆๆ จะมาทั้งดุ้นก็คงเหมือนการไม่ลงทุน ที Empire State of Mind ยังมี พาร์ทสองได้ เพลงนี้ก็ต้องมีได้เหมือนกัน Love The Way You Lie (Part II) หลังจาก ภาคแรก ฮิตไปกับ แรพมันๆ กับEminem และท่อนฮุคที่คาดว่าหลายๆคน คงร้องตามได้ ภาคสองเลยมากับ อาร์แอนด์บีกับบีทร็อคหนักๆ และน้ำเสียงที่สื่ออารมณ์เจ็บปวด ได้เป็นอย่างดี ถือว่าเธอประสบความสำเร็จกับการเอามาทำเป็นเวอร์ชั่นตัวเองได้อย่างดี แต่ก็ไม่วายที่ Eminem ยังตามมาแร็พให้อย่างเคย
 
บทสรุป 
อัลบั้มนี้ค่อนข้างเสี่ยงอย่างชัดเจน แต่ก็มั่นใจในตัวเองมากเช่นกันเพราะการฉีกภาพลักษณ์กระทันหัน กับ อัลบั้มที่มีเพลงแค่ 11 แทร็คนั้น ต้องมั่นมากจริงๆ ว่าขายได้ ภาพรวมอัลบั้มนี้ขอติแค่การทำเพลงที่ดูรีบๆไปหน่อย เหมือนกับให้ทันกระแส Who's That Chick(หรือไม่ก็วางแผนเอาไว้แล้ว) งานเพลงบางเพลงเลยค่อนข้างดูลวกๆ และรกไปหน่อย จนทำให้เหมือนเพลงดังๆ เพลงนู้น เพลงนี้ไปหมด แต่ก็ถือว่าลงตัวอยู่ในระดับที่ดี แบ่งพาร์ท อารมณ์เพลงชัดเจน แม้จะไม่สามารถแดนซ์ได้ทั้งอัลบั้มแต่ถ้าเปิดเอามันส์กับพ้องเพื่อน หรือ ว่ามานอยด์กันกับเพลงเศร้าๆ อัลบั้มนี้ก็สามารถตอบโจทย์ได้อย่างดี ก็อย่างที่กล่าวไว้ในขั้นต้นแล้วว่า ของแบบนี้ ไม่สวย ไม่เริ่ด ทำไมได้นะย่ะ
 

ช็อปปิ้งหูฟังและซีดี

posted on 03 Nov 2010 18:10 by disneyboy-world in Journal
เมื่อวานหลังจาก สาหัส จากการช่วยเพื่อนๆ อัดวีดีโอ อ่าน รายละเีอียดของบทที่ 1 ใน บัญชี 2 (AC202)
 
กว่าจะเสร็จได้ใช้เวลากันเกือบสอง ชมอัดเสียงเบาไปบ้าง อัดไปหัวเราะไปอย่างไม่มีเหตุผลบ้าง (ออกแนวรั่ว)
 
กว่าจะเสร็จก็ห้าโมงเย็นพอดิบพอดี (อัดกันตั้งแต่ สามโมงกว่าๆ)
 
แต่ก็เป็นอะไรที่ เซ็งมากๆ เนื่องจากอาจารย์กลัวว่า นักศึกษาจะไม่ได้อ่านชีทที่แกให้ไปจริงๆ
 
ก็เลยให้ นักศึกษาถ่ายวีดีโอ !!! เพื่อยืนยันว่า อ่านจริง (อาจารย์ค้าบบ ไม่ได้อ่านออกเสียงกันตั้งแต่ ม.ต้นแล้วนะ)
 
หลังจากเสร็จแล้ว ก้ติดรถเพื่อนไปลง ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และชวนเพื่อนอีกคนไปช่วยเลือกซื้อ หูฟัง
 
(เพราะุ้ถ้าซื้อเองคงโง่ ซื้ออะไรแปลกๆมา)
 
ผลสุดท้ายก็ได้หูฟังแบบ in-ear มา ในราคา 90 บาท (เซฟเงินในกระเป๋าไปโข ใช้ชั่วคราวล่ะหูฟังนี้)
 
แล้วก็เดินเล่นเม้าท์กัน บลาๆๆๆๆๆๆๆๆ และจบที่ สอย CD มาแผ่นนึง
 
นั้นก็คือ
 
 
อัลบั้ม Distance ของ ฮิกกี้จังนั้นเอง Wink ด้วยราคา 379 บาท @ Boomerang Rungsit นั้นเอง
ชอบอัลบั้มนี้มากๆ แต่ไม่มีในครอบครองสักที ดีที่ วอร์เนอร์ ได้ เอาเข้ามาขาย พร้อมกับ First Love (ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว)
 
ปล. เหนือฮิกกี้นั้นก็คือหูฟังที่เพิ่งซื้อมา หุหุ
 
หนาวๆ แบบนี้ขอปิดท้ายเอนทรี่นี้ด้วยเอมวีเพลง Oh Santa! ซิงเกิ้ลใหม่จาก ดิว่าร่างใหญ่ Mariah Carey
ละกันแบบว่า อยากให้ถึงคริสมาสไวๆ
 
 
เจอกันเอนทรี่หน้านะ

edit @ 3 Nov 2010 18:22:07 by Disney Boy

การเรียนรู้ครั้งใหม่

posted on 03 Nov 2010 15:13 by disneyboy-world in Journal
วันนี้ลองทำ Pages ดู เห็นมีบล็อกของหลายๆคนมี เลยทำ ของตัวเองดูบ้าง
ออกมาก็น่าพอใจอยู่เหมือนกัน (รึเปล่า?)
 
5555
 
เจอกันเอนทรี่หน้า
 
ปล. ตอนนี้กำลังฟังอัลบั้มใหม่ของ Taylor Swift อย่างเมามันส์คาดว่าจะได้อ่านรีวิวกันเร็วๆนี้
ช่วงนี้นอยด์ๆ แปลกๆ บางครั้งก็คิดว่า ตั้งแต่เกิดมา เราเคยทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง 




ฉันร้องไห้ทำไมกันนะ 
ฉันหลงทางได้อย่างไรกัน 
ทำไมฉันต้องหยุดล่ะ 
ได้โปรดบอกฉันทีเมื่อฉันถึงจะโตสักที 
ฉันจะเป็นเด็กได้นานแค่ไหน 
แล้วฉันวิ่งมาจากไหนล่ะ แล้วจะวิ่งไปไหน 

ฉันไม่มีที่ที่จะอยู่ได้เลย ไม่เคยหาเจอสักที่ 
ฉันไม่รู้ว่าฉันจะมีความหวังสำหรับอนาคตอีกไหม 

พวกผู้ใหญ่ชอบชมฉันว่าเป็นเด็กที่เข้มแข็ง 
พวกเขาชอบเยินยอฉันว่า ต้องเป็นเด็กที่เข้มแข็งนะอย่าร้องไห้ 
ฉันไม่ต้องถ้อยคำเหล่านั้นเลย 
ก็เลยแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจตลอดมา 

เธอหัวเราะทำไมกัน 
ทำไมถึงมาอยู่เคียงข้างฉันล่ะ 
แ้ล้วทิ้งฉันไปทำไมล่ะ 
ได้โปรดบอกฉันที เมื่อไหรฉันจะเข็มแข็งสักที 
เธอรู้สึกอ่อนแอครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน 
เธอต้องรอนานแค่ไหน กว่าจะถึงวันที่เธอเข้าใจทุกอย่าง 

ดวงตะวันจะฉายแสงแล้ว ฉันต้องรีบไปแล้ว 
ฉันไม่สามารถอยู่ที่เดิมได้ตลอดไป 

เธอน่ะสักวันนึงก็จะถูกทรยศจากการเชื่อใจผู้คน 
ฉันคิดว่ามันก็เหมือนกับการถูกปฏิเสธนั้นล่ะ 
เมื่อตอนนั้นฉันคิดว่าไม่รู้เรื่องความเข้มแข็งเลย แต่ฉันกลับรู้จักมันมากที่สุด 

พวกผู้ใหญ่ชอบชมฉันว่าเป็นเด็กที่เข้มแข็ง 
พวกเขาชอบเยินยอฉันว่า ต้องเป็นเด็กที่เข้มแข็งนะอย่าร้องไห้ 
คนส่วนมากเขาก็ชอบพูดอะไรแบบนี้ 
และเสียงหัวเราะของพวกเขามันทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวด 

ฉันเกิดมาตัวคนเดียว ฉันจะอยู่ตัวคนเดียว 
ฉันมั่นใจว่าชีวิตแบบนั้นมันก็เหมาะกับฉันดีนะ 




เนื้อเพลงกล่าวถึงความคิดของเด็กวัยรุ่นคนนึง กับการที่ต้องทนคำพูดสั่งสอนของผู้ใหญ่ที่เราคิดว่า 
บอกให้เราเข้มแข็ง แต่กลับไม่สอนว่าทำยังไง 
ทุกๆครั้งมันเหมือนการกดดัน ให้เราเข้มแข็งให้ได้ 
การถูกปฏิเสธนั้นมันก็เหมือนการถูกทรยศจากคนที่เราเชื่อใจ ทำไมเขาถึงปฏิเสธเรา 
เมื่อไหร่เราจะโตพอที่จะเข้าใจความเข้มแข็งที่แท้จริงได้นะ 
พวกเรามักคิดว่าไม่เคยเข้าใจเลยว่าความเข้มแข็งเป็นยังไง แต่พวกเราก็เข้าใจได้จากการถูกปฏิเสธ 
มันสอนให้เราเข้มแข็งและอย่าร้องไห้ 

โลกนี้มันช่างโหดร้าย เราเกิดมาตัวคนเดียวไม่มีใครสนใจไม่มีใครเข้าใจเรา เราก็จะสู้ชีวิต ด้วยตัวคนเดียว 
ท้ายที่สุดพวกเราก็คิดว่าเราน่าจะอยู่ได้ 




แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่า มนุษย์นั้นไซร้ ไม่มีวันอยู่ตัวคนเดียวไปได้ชั่วชีวิต 

ก็เลยอยากจะมอบบทเพลงนี้แด่ใครสักคน...ที่จะเข้าใจเรา

edit @ 25 Oct 2010 21:07:23 by Disney Boy

Willow Smith - Whip My Hair

posted on 20 Oct 2010 20:23 by disneyboy-world
เอ็มวีจากซิงเกิ้ลแรกของ วิลโลว์ สมิธ ลูกสาวสุดเปรี้ยวของ วิล สมิธ
ด้วยวัยเพียงเก้าขวบ (สิบขวบสิ้นเดือนนี้) เธอจะสามารถพาซิงเกิ้ลแรก ทะยานไปได้สูงสุดแค่ไหนกัน
 
ต้องมาลองติดตามชมกัน
 
ปล. เพลงมันส์มาก ดูเอ็มวีแล้วปวดคอแทน

edit @ 20 Oct 2010 20:25:24 by Disney Boy